
เคยไหมที่ตัดสินใจเปลี่ยนพรมปูพื้นรถแล้วมานั่งเสียดายทีหลัง? ผมเองก็เคยเจอครับ จากประสบการณ์ที่ลองมาหมดทั้งแบบยาง หนัง และใยสังเคราะห์ เลยอยากจะมาแชร์ให้ฟังว่าแต่ละแบบมันมีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง จากการใช้งานจริงของเราเองนี่แหละ
พรมยาง: ทน ถึก ล้างง่าย แต่ก็มีข้อควรระวัง
เริ่มจากพรมยางปูพื้นรถยนต์ก่อนเลย อันนี้หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดี เพราะมันทนทานมาก กันน้ำได้ดีเยี่ยม เวลาเลอะอะไรก็แค่เช็ดหรือเอาไปล้าง ฉีดน้ำออกได้เลย ข้อดีคือมันเก็บฝุ่นไม่ค่อยอยู่ แต่ก็เป็นข้อเสียได้เหมือนกันเวลาเจอฝุ่นเยอะๆ แล้วมันจะกลิ้งไปมาง่าย ทำให้ภายในรถดูไม่ค่อยสะอาดเท่าที่ควร
- ความทนทาน: ให้คะแนน 5/5 เลยครับ ทนแดด ทนฝน เหยียบย่ำได้เต็มที่ ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องรอยขีดข่วนหรือฉีกขาด
- การทำความสะอาด: ง่ายสุดๆ แค่ดูดฝุ่น หรือถ้าสกปรกมากก็เอาไปฉีดน้ำล้าง ตากแป๊บเดียวก็แห้ง
- กลิ่นอับ: แทบไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นอับเลยครับ เพราะไม่ค่อยเก็บความชื้น แต่ถ้าเป็นยางคุณภาพไม่ดี อาจมีกลิ่นยางใหม่ๆ ช่วงแรกๆ ได้เหมือนกัน
- การเก็บฝุ่น: จุดนี้ต้องบอกว่าเป็นข้อเสีย ฝุ่นมันจะกองรวมกันเห็นชัดเจน และถ้าไม่ดูดออกบ่อยๆ ก็จะฟุ้งกระจายในรถได้
พรมหนัง: หรูหรา ดูดี แต่ต้องแลกมาด้วยการดูแล
มาถึงพรมหนังปูพื้นรถ อันนี้ตอบโจทย์คนชอบความหรูหรา ดูพรีเมียมภายในรถมากๆ ครับ เวลาปูแล้วรถดูแพงขึ้นมาทันที แต่ข้อเสียคือเรื่องการดูแลรักษาเนี่ยแหละครับ เพราะถ้าเลอะแล้วทำความสะอาดไม่ดี อาจจะทิ้งคราบ หรือถ้าโดนน้ำนานๆ ก็อาจจะอับชื้นและเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้เหมือนกัน
- ความทนทาน: 3/5 ถ้าเป็นหนังแท้ก็จะทนทานกว่าหนังเทียม แต่ก็ยังแพ้ยางในเรื่องความทนทานต่อการขีดข่วนและการใช้งานหนักๆ
- การทำความสะอาด: ต้องพิถีพิถันหน่อยครับ ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ด หรือใช้น้ำยาทำความสะอาดหนังโดยเฉพาะ ห้ามเอาไปฉีดน้ำล้างเด็ดขาด
- กลิ่นอับ: มีโอกาสเกิดกลิ่นอับได้สูง โดยเฉพาะถ้าโดนน้ำแล้วเช็ดไม่แห้งสนิท หรือถ้าเป็นหนังเทียมคุณภาพไม่ดี อาจมีกลิ่นสารเคมีในช่วงแรกๆ
- การเก็บฝุ่น: เก็บฝุ่นได้ดีกว่าพรมยาง เพราะมีผิวสัมผัสที่ไม่เรียบลื่นเท่า แต่ก็ต้องทำความสะอาดบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ฝุ่นสะสม
พรมใยสังเคราะห์: นุ่มสบาย ดูดซับดี แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความชื้น
พรมใยสังเคราะห์รถยนต์เป็นอีกทางเลือกที่ให้ความรู้สึกนุ่มสบายเท้าเวลาเหยียบครับ มันช่วยลดเสียงรบกวนได้ในระดับหนึ่งด้วย แต่ข้อเสียที่เจอมากับตัวเลยคือเรื่องการดูดซับน้ำและความชื้นเนี่ยแหละครับ ถ้าฝนตกแล้วเหยียบน้ำขึ้นรถ พรมจะเปียกชุ่ม และถ้าตากไม่แห้งสนิท กลิ่นอับมาแน่ๆ
- ความทนทาน: 3/5 ค่อนข้างเปราะบางกว่าสองแบบแรก มีโอกาสเป็นขุย หรือยุบตัวได้ง่ายกว่าเมื่อใช้งานไปนานๆ
- การทำความสะอาด: ต้องดูดฝุ่นบ่อยๆ ครับ และถ้ามีคราบสกปรกหนักๆ ก็ต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดพรมโดยเฉพาะ ถ้าซักแล้วต้องแน่ใจว่าแห้งสนิทจริงๆ
- กลิ่นอับ: มีโอกาสเกิดกลิ่นอับสูงมาก ถ้าโดนน้ำหรือความชื้นแล้วตากไม่แห้ง อาจจะเหม็นอับจนต้องเปลี่ยนใหม่เลย
- การเก็บฝุ่น: เก็บฝุ่นได้ดีที่สุดในบรรดาทั้งสามแบบครับ ฝุ่นจะไม่ค่อยฟุ้งกระจาย แต่ก็ต้องดูดฝุ่นบ่อยๆ เพื่อสุขอนามัยที่ดี
สรุปทริคติดตัวที่ใช้ได้จริง
จากประสบการณ์ที่ลองใช้มาทั้งหมด ผมแนะนำว่าให้เลือกพรมปูพื้นรถตามลักษณะการใช้งานและไลฟ์สไตล์ของเราเป็นหลักครับ
- ถ้าเน้นลุย เน้นใช้งานจริงจัง ไม่กลัวเปื้อน: พรมยางตอบโจทย์ที่สุดครับ ไม่ต้องดูแลเยอะ ทนทาน ใช้งานง่าย
- ถ้าเน้นความสวยงาม หรูหรา: พรมหนังเหมาะสำหรับคนที่ชอบความพรีเมียม แต่ต้องเตรียมใจเรื่องการดูแลรักษาที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
- ถ้าเน้นความสบาย นุ่มเท้า: พรมใยสังเคราะห์ก็เป็นตัวเลือกที่ดีครับ แต่ต้องระวังเรื่องความชื้นและกลิ่นอับเป็นพิเศษ
สุดท้ายแล้ว การเลือกพรมที่ใช่จะช่วยให้การขับขี่และดูแลรักษารถเป็นเรื่องที่สนุกขึ้นเยอะครับ ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับพรมปูพื้นรถแต่ละแบบเพื่อประกอบการตัดสินใจได้ที่นี่เลย อ่านต่อ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น