ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ชาร์จ EV ที่บ้าน: 3.7kW vs 7kW เลือกยังไงให้คุ้ม ไม่เสียเงินฟรี

ชุดชาร์จ EV พกพา 3.7kW vs 7kW เทียบให้ชัดก่อนจ่ายเงินซื้อผิด

ช่วงที่เพิ่งได้รถ EV มาใหม่ๆ ผมก็เจอปัญหาเดียวกับหลายคนเรื่องการชาร์จที่บ้านนี่แหละครับ ตอนแรกก็คิดว่าอยากได้ชุดชาร์จที่เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะกลัวว่าถ้าชาร์จช้าแล้วจะไม่พอใช้ในแต่ละวัน ก็เลยเล็งพวกชุดชาร์จ EV พกพา 7kW ไว้ก่อนเลย แต่พอเริ่มศึกษาจริงๆ จังๆ ถึงได้รู้ว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น และสุดท้ายก็ตัดสินใจเลือก 3.7kW มาใช้แทน เพราะอะไรน่ะเหรอ? เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังแบบหมดเปลือกเลยครับ

1. ระบบไฟในบ้าน: สำคัญกว่าความเร็วชาร์จ

นี่คือจุดแรกที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไปเลยครับ บ้านเราส่วนใหญ่เป็นไฟเฟสเดียว (Single-phase) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะรองรับกระแสไฟได้สูงสุดที่ 15(45) แอมป์ หรือประมาณ 3.7kW เท่านั้น ถ้าเราไปซื้อชุดชาร์จ 7kW มาใช้กับไฟบ้านแบบนี้ มันก็ชาร์จได้แค่ 3.7kW อยู่ดีครับ ที่เหลือคือเสียเงินฟรี เพราะตัวรถมันดึงไฟไปได้ไม่เกินกำลังที่บ้านจ่ายไหว

  • ตรวจสอบมิเตอร์: ก่อนอื่นเลย ให้ไปดูที่มิเตอร์หน้าบ้านครับว่าระบุไว้กี่แอมป์ ถ้าเป็น 15(45)A คือไฟเฟสเดียว จ่ายได้เต็มที่ 3.7kW ครับ
  • ลงทุนเพิ่ม: ถ้าอยากได้ 7kW จริงๆ คุณต้องไปขอเปลี่ยนมิเตอร์เป็น 30(100)A ซึ่งจะรองรับได้ถึง 6.9kW หรืออาจจะต้องเดินสายไฟใหม่หมดด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่ค่าอุปกรณ์ชาร์จ แต่มีค่าติดตั้งและค่าขออนุญาตจากการไฟฟ้าอีกบานเลยครับ

2. ความจำเป็นในการชาร์จเร็ว: ชีวิตประจำวันของเราพอไหม?

สำหรับผมเองที่ใช้รถเดินทางไปทำงานแค่ไป-กลับประมาณ 50-70 กม. ต่อวัน การชาร์จด้วยชุดชาร์จ 3.7kW (ประมาณ 18-20 กม./ชม.) ก็ถือว่าเหลือเฟือแล้วครับ

  • ชาร์จข้ามคืน: ผมกลับบ้านตอนเย็นเสียบชาร์จทิ้งไว้ พอเช้ามาแบตก็เต็มพร้อมใช้แล้วครับ ไม่ต้องรออะไรเลย ถ้านอน 8 ชั่วโมง ก็ได้ระยะทางเพิ่มมาเป็นร้อยกิโลเมตรสบายๆ
  • ความถี่ในการใช้: ถ้าคุณไม่ได้ใช้รถเยอะมากๆ ทุกวันจนแบตเกือบหมด การชาร์จ 3.7kW ก็เพียงพอครับ ส่วนตัวผมจะชาร์จจากประมาณ 30% ให้เต็ม 80% ใช้เวลาไม่นานเกินไปครับ

3. ค่าใช้จ่าย: ความคุ้มค่าที่มองเห็นได้

เรื่องราคาเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผมตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ

  • ชุดชาร์จ: ชุดชาร์จ EV พกพา 3.7kW ราคาถูกกว่า 7kW ค่อนข้างเยอะเลยครับ ส่วนต่างตรงนี้เอาไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะ
  • ค่าติดตั้ง: ถ้าเลือก 3.7kW ก็ไม่ต้องปรับปรุงระบบไฟอะไรมากครับ แค่มีปลั๊กไฟที่ได้มาตรฐานและสายดินที่ดีก็พอแล้ว ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายการติดตั้งไปได้เยอะเมื่อเทียบกับการต้องอัปเกรดระบบไฟสำหรับ 7kW

สรุปทริคติดตัว: ชาร์จ EV ที่บ้านให้ฉลาด

จากประสบการณ์ตรงของผมนะครับ ถ้าคุณกำลังมองหาชุดชาร์จ EV พกพามาใช้ที่บ้าน

  1. เช็กระบบไฟบ้านก่อน: นี่คืออันดับแรกที่ต้องทำครับ ถ้าเป็นไฟเฟสเดียว 15(45)A หรือมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณในการอัปเกรดระบบไฟ ชุดชาร์จ 3.7kW คือตัวเลือกที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่าที่สุดครับ
  2. ประเมินความจำเป็น: ลองคิดดูว่าในแต่ละวันคุณใช้รถเยอะแค่ไหน และต้องการความเร็วในการชาร์จขนาดไหน ถ้าไม่ได้รีบร้อนอะไร ชาร์จข้ามคืนก็เพียงพอแล้วครับ
  3. ความปลอดภัยต้องมาก่อน: ไม่ว่าจะเลือกกำลังไฟเท่าไหร่ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมั่นใจว่าปลั๊กไฟและสายไฟในบ้านอยู่ในสภาพดี มีสายดินที่ถูกต้อง และชุดชาร์จที่เลือกได้มาตรฐานนะครับ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจนะครับ ใครอยากดูข้อมูลเปรียบเทียบชุดชาร์จ EV พกพาแบบละเอียด ลองเข้าไปดูที่ TaladAutoCar ได้เลยครับ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รีวิวของแต่งรถที่ควรมี เพิ่มความสะดวก ปลอดภัย และใช้งานได้จริง

ของแต่งรถในปัจจุบันไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย และทำให้การใช้งานรถในชีวิตประจำวันง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ของแต่งรถ มีให้เลือกจำนวนมาก ทั้งแบบราคาถูก แบบพรีเมียม และสินค้าที่ออกแบบมาตรงรุ่น หากเลือกไม่เหมาะสมอาจใช้งานไม่ได้จริงหรือทำให้เสียเงินโดยไม่จำเป็น บทความรีวิวของแต่งรถ นี้รวบรวมของแต่งรถและอุปกรณ์รถยนต์ที่น่าสนใจ เหมาะสำหรับทั้งรถยนต์ทั่วไป รถกระบะ รถ SUV และรถไฟฟ้า เพื่อใช้เป็นแนวทางก่อนตัดสินใจซื้อ 1. กล้องติดรถยนต์ กล้องติดรถยนต์ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับคนใช้รถ เพราะสามารถบันทึกเหตุการณ์ระหว่างเดินทางและใช้เป็นหลักฐานเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ รุ่นที่น่าสนใจควรมีความละเอียดอย่างน้อย Full HD มองเห็นทะเบียนรถได้ชัด รองรับการบันทึกตอนกลางคืน และมีระบบบันทึกวนอัตโนมัติ บางรุ่นมีกล้องหน้าและกล้องหลัง รวมถึงโหมดเฝ้ารถขณะจอด แต่ควรตรวจสอบว่าจำเป็นต้องติดตั้งชุดจ่ายไฟเพิ่มหรือไม่ก่อนซื้อ 2. ที่วางโทรศัพท์ในรถ ที่วางโทรศัพท์ช่วยให้เปิดแผนที่ รับสาย หรือดูข้อมูลการเดินทางได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องถือโทรศัพท์ขณะขับรถ ควรเลือกแบบที่ยึดแน่น ...

เบาะหนังเสีย เพราะเลือกน้ำยาผิดตัว วิธีเลือกให้ถูกใจ

เคยไหมครับ ซื้อน้ำยาทำความสะอาดเบาะหนังมาใช้ แล้วไม่กี่เดือนเบาะเริ่มซีด แตกลาย แถมเจอคราบมากขึ้นกว่าเดิม? ผมก็เจอแบบนี้มาแล้ว และรู้ว่าปัญหามันเกิดจากการเลือกน้ำยาผิดประเภทเท่านั้น ความผิดพลาดที่ผมทำ คือซื้อน้ำยาที่ใช้สำหรับเบาะหนังสังเคราะห์ไปใช้กับหนังแท้ ผลก็คือหนังแท้ที่ต้องการความชุ่มชื้นนั้นถูกดูดความชื้นไปมากเกินไป เบาะจึงเริ่มแห้ง ซีด และแตกลายตามมา ตัวน้ำยาเองก็ค่อนข้างคราบหนักเหลือ จากประสบการณ์นั้น ผมเรียนรู้ว่า: ต้องตรวจสอบว่าเบาะรถของเรา เป็นหนังแท้หรือหนังสังเคราะห์ก่อน (ดูที่ใบการณ์รถหรือสอบถามตัวแทนจำหน่าย) หนังแท้ต้องใช้น้ำยาที่มีความชุ่มชื้นและบำรุง หนังสังเคราะห์ใช้น้ำยาเช็ดทำความสะอาดธรรมชาติ ทดสอบน้ำยาบนพื้นที่เล็ก ๆ ก่อนทั้งเบาะและคอนโซล ถ้าไม่แน่ใจว่าเลือกตัวไหน ลองเข้าไปดูตัวเลือกที่มีอยู่ใน อ่านฉบับเต็มที่ TaladAutoCar ซึ่งมีเรคคอมเมนด์พร้อมคำอธิบายว่าตัวไหนเหมาะสำหรับหนังประเภทไหน ทริคติดตัวของผม: ซื้อน้ำยาจากแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านหนัง ห้ามเลือกแค่เพราะราคาถูกหรือขวดสวย ตอนนี้เบาะของผมยังอ่อนนุ่มและสีสดใหม่เหมือนวันแรกที่ซื้อรถ

ยางดำเงา ทำไมถึงเลือนเร็ว? เรื่องน้ำยาเคลือบที่ควรรู้

เคยมั้ยที่ซื้อน้ำยาเคลือบยางดำมาใช้ แล้วไม่กี่วันแล้วยางเริ่มเลือนสีจาง เหมือนไม่ได้เคลือบเลย เดิมฉันก็สงสัยเหมือนกัน จนกว่าจะรู้ว่าปัญหามันมาจากการเลือกผิดสูตร ที่ว่า "เลือกผิด" นี่แหละ ก่อนจะเข้าเรื่องน้ำยา ต้องเข้าใจก่อนว่า สูตรน้ำและสูตรน้ำมันมันต่างกันเฉพาะแบบ เลยแหละ สูตรน้ำให้ผลลัพธ์ดูเงาแวววาว แต่มันล่องหนลอด เพราะน้ำระเหยได้เร็ว ใช้ได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์แล้วต้องทาซ้ำ ส่วนสูตรน้ำมัน มันเหนียวติดนาน เลยทำให้ยางดำเงาได้นาน แต่อาจจะดูมันวิ่วๆ ไม่เงาแบบสดใสเท่าน้ำ วิธีแก้ก็คือ ต้องเลือกให้เข้ากับการใช้งาน ถ้าจอดรถแดดแรมเข้าแล้วถูกฝนเยอะ ลองใช้สูตรน้ำมันซะ ทะนานกว่า แต่ถ้าอยากให้ยางดูเงาสดใส พร้อมทาบ่อยๆ ไม่ใจแคบก็เลือกน้ำ ตอนนี้ฉันทำให้เป็นขั้นตอน คือสัปดาห์แรกใช้สูตรน้ำให้เงา แล้วเสาร์สัปดาห์ที่สองทา บทความเต็มเรื่องน้ำยาเคลือบยางดำ สูตรน้ำ vs สูตรน้ำมัน เลือกผิดยางพังเร็ว เลือกถูกยางอยู่ทน ดูให้ชัด ก่อนตัดสินใจซื้อ แล้วก็ใช้สูตรน้ำมันแบบเบา ๆ เพื่อให้ติดนาน ผลออกมาสวยดีครับ