ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

OBD2 เสียบแช่ไว้…แบตฯ รถหมดจริงไหม? ประสบการณ์ตรงจากคนชอบลอง

OBD2 เสียบทิ้งไว้กินไฟแบตเตอรี่จริงไหม และอันไหนให้ข้อมูลแม่นกว่ากัน

จำได้ว่าเมื่อก่อนผมเป็นคนหนึ่งที่ติดแกดเจ็ตในรถมาก โดยเฉพาะเจ้า OBD2 นี่แหละ ชอบที่มันดึงข้อมูลรถได้เยอะดี ทั้งความเร็ว รอบเครื่อง อุณหภูมิต่างๆ หรือแม้กระทั่งอ่านโค้ดความผิดปกติของเครื่องยนต์ พอได้มาก็เสียบทิ้งไว้เลย คิดว่ามันคงกินไฟน้อยมากๆ ไม่น่ามีปัญหาอะไรหรอก

แต่แล้ววันหนึ่งก็เจอเข้ากับตัว เช้าวันทำงาน สตาร์ทรถไม่ติด! แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงเลยครับ ตอนนั้นก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะแบตก็เพิ่งเปลี่ยนมาไม่นาน พอเช็กไปเช็กมา อ้าว…ไอ้เจ้า OBD2 ที่เสียบทิ้งไว้นี่แหละตัวการ หลังจากนั้นก็เริ่มศึกษาจริงจังว่ามันกินไฟแค่ไหนกันแน่ แล้วมีวิธีใช้ให้ปลอดภัยไหม วันนี้เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ตรงและสิ่งที่ได้เรียนรู้ครับ

OBD2 กินไฟแบตเตอรี่แค่ไหน? คำตอบคือ “กิน” ครับ แต่ปริมาณต่างกัน

ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อหรอกครับว่าแค่กล่องเล็กๆ จะทำให้แบตหมดได้ แต่พอได้ลองวัดกระแสไฟด้วยมัลติมิเตอร์ ก็พบว่ามันกินไฟจริงนะ แม้จะดูเหมือนน้อยมากๆ ก็ตาม

  • Standby Current ที่แตกต่าง: OBD2 แต่ละยี่ห้อและแต่ละรุ่นกินไฟไม่เท่ากันครับ บางรุ่นกินแค่ 10-20 มิลลิแอมป์ (mA) ซึ่งถือว่าน้อยมาก เทียบเท่ากับไฟนาฬิกาในรถยนต์เลยก็ว่าได้ แต่บางรุ่น โดยเฉพาะพวกที่เชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ Bluetooth ตลอดเวลา อาจกินไฟสูงถึง 50-100 mA หรือมากกว่านั้นเลย
  • ผลกระทบต่อแบตเตอรี่: ถ้าแบตเตอรี่รถยนต์ทั่วไปมีความจุประมาณ 45-60 แอมป์-ชั่วโมง (Ah) การที่ OBD2 กินไฟ 50 mA เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จะเท่ากับ 0.05 แอมป์ x 24 ชั่วโมง = 1.2 Ah นั่นหมายความว่า ถ้าจอดรถทิ้งไว้หลายวัน โดยเฉพาะรถที่ใช้น้อย แบตเตอรี่ก็อาจจะหมดได้ครับ ยิ่งแบตเก่าหรือใกล้เสื่อม ยิ่งเห็นผลเร็ว

เสียบทิ้งไว้ตลอดเวลา ปลอดภัยจริงหรือ?

จากประสบการณ์ตรง ผมว่าไม่ 100% ครับ

  • ความเสี่ยงเรื่องไฟลัดวงจร: ถึงแม้จะเจอได้น้อย แต่ก็มีโอกาสที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะทำงานผิดพลาดหรือเกิดความร้อนสะสมได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีมาตรฐานที่ดีพอ หรือเจอไฟกระชากบ่อยๆ
  • ข้อมูลอาจไม่แม่นยำเสมอไป: เคยสังเกตไหมว่าบางทีค่าที่อ่านได้จาก OBD2 มันดูแปลกๆ หรือไม่ตรงกับหน้าปัดรถเท่าไหร่ นั่นเป็นเพราะว่าคุณภาพของตัวอุปกรณ์เองก็มีผลครับ รวมถึงโปรแกรมที่ใช้ดึงข้อมูลด้วย

ทริคส่วนตัวที่ใช้แล้วเวิร์ก

หลังจากที่แบตหมดไปรอบหนึ่ง ผมก็ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ OBD2 ใหม่ตามนี้ครับ

  1. เลือกซื้อให้ดี: ก่อนซื้อ ผมจะหาข้อมูล อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ ว่ารุ่นไหนมีฟังก์ชัน Sleep Mode ที่ดี คือพอดับเครื่องแล้วมันจะเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานทันที กินไฟน้อยมากๆ หรือแทบไม่กินเลย บางรุ่นมีสวิตช์เปิด-ปิดมาให้เลยยิ่งดีครับ
  2. ถอดออกเมื่อไม่ใช้งานนานๆ: ถ้าต้องจอดรถทิ้งไว้นานเกิน 2-3 วัน หรือไม่ได้ใช้รถบ่อยๆ ผมจะถอด OBD2 ออกครับ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและปลอดภัยที่สุด ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมดเลย
  3. สังเกตอาการ: หมั่นสังเกตอาการของรถตัวเองครับ ถ้าเริ่มรู้สึกว่าสตาร์ทติดยาก หรือไฟหน้าปัดหรี่ลงตอนสตาร์ท แสดงว่าแบตเตอรี่อาจจะเริ่มมีปัญหาแล้ว ควรตรวจสอบหรือชาร์จไฟเพิ่ม

สรุปคือ OBD2 มีประโยชน์มากๆ ครับ แต่ก็ต้องใช้อย่างเข้าใจและระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบตเตอรี่หมดกลางทางเหมือนผมครับ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รีวิวของแต่งรถที่ควรมี เพิ่มความสะดวก ปลอดภัย และใช้งานได้จริง

ของแต่งรถในปัจจุบันไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย และทำให้การใช้งานรถในชีวิตประจำวันง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ของแต่งรถ มีให้เลือกจำนวนมาก ทั้งแบบราคาถูก แบบพรีเมียม และสินค้าที่ออกแบบมาตรงรุ่น หากเลือกไม่เหมาะสมอาจใช้งานไม่ได้จริงหรือทำให้เสียเงินโดยไม่จำเป็น บทความรีวิวของแต่งรถ นี้รวบรวมของแต่งรถและอุปกรณ์รถยนต์ที่น่าสนใจ เหมาะสำหรับทั้งรถยนต์ทั่วไป รถกระบะ รถ SUV และรถไฟฟ้า เพื่อใช้เป็นแนวทางก่อนตัดสินใจซื้อ 1. กล้องติดรถยนต์ กล้องติดรถยนต์ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับคนใช้รถ เพราะสามารถบันทึกเหตุการณ์ระหว่างเดินทางและใช้เป็นหลักฐานเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ รุ่นที่น่าสนใจควรมีความละเอียดอย่างน้อย Full HD มองเห็นทะเบียนรถได้ชัด รองรับการบันทึกตอนกลางคืน และมีระบบบันทึกวนอัตโนมัติ บางรุ่นมีกล้องหน้าและกล้องหลัง รวมถึงโหมดเฝ้ารถขณะจอด แต่ควรตรวจสอบว่าจำเป็นต้องติดตั้งชุดจ่ายไฟเพิ่มหรือไม่ก่อนซื้อ 2. ที่วางโทรศัพท์ในรถ ที่วางโทรศัพท์ช่วยให้เปิดแผนที่ รับสาย หรือดูข้อมูลการเดินทางได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องถือโทรศัพท์ขณะขับรถ ควรเลือกแบบที่ยึดแน่น ...

เบาะหนังเสีย เพราะเลือกน้ำยาผิดตัว วิธีเลือกให้ถูกใจ

เคยไหมครับ ซื้อน้ำยาทำความสะอาดเบาะหนังมาใช้ แล้วไม่กี่เดือนเบาะเริ่มซีด แตกลาย แถมเจอคราบมากขึ้นกว่าเดิม? ผมก็เจอแบบนี้มาแล้ว และรู้ว่าปัญหามันเกิดจากการเลือกน้ำยาผิดประเภทเท่านั้น ความผิดพลาดที่ผมทำ คือซื้อน้ำยาที่ใช้สำหรับเบาะหนังสังเคราะห์ไปใช้กับหนังแท้ ผลก็คือหนังแท้ที่ต้องการความชุ่มชื้นนั้นถูกดูดความชื้นไปมากเกินไป เบาะจึงเริ่มแห้ง ซีด และแตกลายตามมา ตัวน้ำยาเองก็ค่อนข้างคราบหนักเหลือ จากประสบการณ์นั้น ผมเรียนรู้ว่า: ต้องตรวจสอบว่าเบาะรถของเรา เป็นหนังแท้หรือหนังสังเคราะห์ก่อน (ดูที่ใบการณ์รถหรือสอบถามตัวแทนจำหน่าย) หนังแท้ต้องใช้น้ำยาที่มีความชุ่มชื้นและบำรุง หนังสังเคราะห์ใช้น้ำยาเช็ดทำความสะอาดธรรมชาติ ทดสอบน้ำยาบนพื้นที่เล็ก ๆ ก่อนทั้งเบาะและคอนโซล ถ้าไม่แน่ใจว่าเลือกตัวไหน ลองเข้าไปดูตัวเลือกที่มีอยู่ใน อ่านฉบับเต็มที่ TaladAutoCar ซึ่งมีเรคคอมเมนด์พร้อมคำอธิบายว่าตัวไหนเหมาะสำหรับหนังประเภทไหน ทริคติดตัวของผม: ซื้อน้ำยาจากแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านหนัง ห้ามเลือกแค่เพราะราคาถูกหรือขวดสวย ตอนนี้เบาะของผมยังอ่อนนุ่มและสีสดใหม่เหมือนวันแรกที่ซื้อรถ

ยางดำเงา ทำไมถึงเลือนเร็ว? เรื่องน้ำยาเคลือบที่ควรรู้

เคยมั้ยที่ซื้อน้ำยาเคลือบยางดำมาใช้ แล้วไม่กี่วันแล้วยางเริ่มเลือนสีจาง เหมือนไม่ได้เคลือบเลย เดิมฉันก็สงสัยเหมือนกัน จนกว่าจะรู้ว่าปัญหามันมาจากการเลือกผิดสูตร ที่ว่า "เลือกผิด" นี่แหละ ก่อนจะเข้าเรื่องน้ำยา ต้องเข้าใจก่อนว่า สูตรน้ำและสูตรน้ำมันมันต่างกันเฉพาะแบบ เลยแหละ สูตรน้ำให้ผลลัพธ์ดูเงาแวววาว แต่มันล่องหนลอด เพราะน้ำระเหยได้เร็ว ใช้ได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์แล้วต้องทาซ้ำ ส่วนสูตรน้ำมัน มันเหนียวติดนาน เลยทำให้ยางดำเงาได้นาน แต่อาจจะดูมันวิ่วๆ ไม่เงาแบบสดใสเท่าน้ำ วิธีแก้ก็คือ ต้องเลือกให้เข้ากับการใช้งาน ถ้าจอดรถแดดแรมเข้าแล้วถูกฝนเยอะ ลองใช้สูตรน้ำมันซะ ทะนานกว่า แต่ถ้าอยากให้ยางดูเงาสดใส พร้อมทาบ่อยๆ ไม่ใจแคบก็เลือกน้ำ ตอนนี้ฉันทำให้เป็นขั้นตอน คือสัปดาห์แรกใช้สูตรน้ำให้เงา แล้วเสาร์สัปดาห์ที่สองทา บทความเต็มเรื่องน้ำยาเคลือบยางดำ สูตรน้ำ vs สูตรน้ำมัน เลือกผิดยางพังเร็ว เลือกถูกยางอยู่ทน ดูให้ชัด ก่อนตัดสินใจซื้อ แล้วก็ใช้สูตรน้ำมันแบบเบา ๆ เพื่อให้ติดนาน ผลออกมาสวยดีครับ