ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

กล้องติดรถยนต์แบบมีแบตในตัว vs. ต่อตรงฟิวส์: เลือกยังไงให้จบ ไม่คาใจ

กล้องติดรถยนต์มีแบตเตอรี่ในตัว กับแบบต่อสายฟิวส์โดยตรง เลือกแบบไหนถึงจะได้ของที่ใช่จริงๆ

ถ้าพูดถึงกล้องติดรถยนต์ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยปวดหัวกับการเลือกไม่น้อย เพราะของในตลาดมีให้เลือกเยอะจนตาลาย แถมสเปกที่เห็นก็ดูดีไปหมด พอซื้อมาใช้จริงถึงได้รู้ว่า "ของจริง" กับ "ของที่ใช่" มันคนละเรื่องกันเลย

ปัญหาที่ผมเจอตอนแรกคือเลือกแบบมีแบตในตัว เพราะคิดว่าติดตั้งง่ายดี ไม่ต้องยุ่งยากเดินสาย แต่พอใช้ไปสักพักก็เริ่มเห็นข้อจำกัดชัดเจนเลยครับ เลยต้องมานั่งศึกษาใหม่ว่าแบบไหนจะตอบโจทย์กว่ากัน สำหรับคนที่กำลังตัดสินใจอยู่ ผมสรุปจากประสบการณ์ตรงที่เจอมาให้ประมาณนี้ครับ

แบบมีแบตเตอรี่ในตัว: สะดวกจริง แต่มีข้อแลกเปลี่ยน

กล้องติดรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ในตัว มักจะดึงไฟจากช่องจุดบุหรี่ ทำให้ติดตั้งง่าย เสียบปุ๊บ ใช้ได้ปั๊บ ไม่ต้องเดินสายอะไรให้วุ่นวาย แต่ข้อเสียที่ผมเจอคือเรื่องของ Parking Mode หรือโหมดบันทึกตอนจอดรถครับ

  • ระยะเวลาบันทึกจำกัด: แบตเตอรี่ในตัวกล้องไม่ได้ใหญ่มาก ส่วนใหญ่จะบันทึกได้แค่หลักสิบนาทีถึง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น ขึ้นอยู่กับความจุแบตและโหมดที่ใช้ ถ้าจอดรถทิ้งไว้นานๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืน โหมดจอดรถก็แทบจะไม่มีประโยชน์เลย
  • แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว: แบตเตอรี่ลิเธียมที่อยู่ในกล้องติดรถยนต์จะเสื่อมสภาพเร็วเมื่อโดนความร้อนสะสมในรถเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะหน้าร้อนบ้านเรา กล้องผมเคยดับเองบ่อยๆ จนต้องเปลี่ยนตัวใหม่
  • ความจุแบตลด: พอแบตเริ่มเสื่อม ระยะเวลาบันทึกตอนจอดก็ยิ่งสั้นลงไปอีก กลายเป็นว่าฟีเจอร์นี้แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่เลย

แบบต่อสายตรงเข้าฟิวส์ (Hardwire Kit): ยุ่งยากตอนแรก แต่คุ้มค่าระยะยาว

หลังจากเข็ดกับแบบมีแบต ผมก็ตัดสินใจลองแบบต่อสายตรงเข้าฟิวส์ ซึ่งต้องใช้ชุด Hardwire Kit และอาจจะต้องให้ช่างช่วยติดตั้ง เพราะต้องเดินสายไฟจากกล้องไปที่กล่องฟิวส์รถยนต์ครับ

  • Parking Mode ทำงานได้เต็มที่: นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ผมตัดสินใจเปลี่ยนเลยครับ การต่อตรงเข้าฟิวส์ทำให้กล้องได้รับไฟเลี้ยงตลอด 24 ชั่วโมง (หรือตามที่เราตั้งค่าไว้) ทำให้ Parking Mode ทำงานได้ต่อเนื่อง เมื่อรถจอด กล้องจะใช้ไฟจากแบตเตอรี่รถยนต์โดยตรง ทำให้บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ รอบรถได้ตลอดเวลา ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตกล้องหมด
  • มีระบบตัดไฟอัตโนมัติ: Hardwire Kit ส่วนใหญ่จะมีฟังก์ชัน Low Voltage Cut-off คือมันจะตัดไฟไม่ให้กล้องดึงแบตเตอรี่รถจนหมด ทำให้รถสตาร์ทไม่ติด เราสามารถตั้งค่าระดับแรงดันไฟฟ้าที่จะให้กล้องตัดไฟได้เองครับ ส่วนใหญ่จะตั้งไว้ที่ประมาณ 11.8V - 12V เพื่อความปลอดภัย
  • การติดตั้งซับซ้อนกว่า: อันนี้คือข้อจำกัดหลักๆ ครับ เพราะต้องรื้อแผงข้าง เสียบฟิวส์ที่ถูกต้อง และซ่อนสายให้เรียบร้อย ถ้าไม่เคยทำอาจจะต้องพึ่งช่างครับ แต่ถ้าทำเองได้ก็ประหยัดไปได้เยอะ

ทริคเลือกของที่ใช่สำหรับคุณ

จากประสบการณ์ของผม ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยจอดรถทิ้งไว้นานๆ หรือมีที่จอดที่ปลอดภัยอยู่แล้ว กล้องติดรถยนต์แบบมีแบตในตัว ก็ยังตอบโจทย์เรื่องความสะดวกได้ดีครับ

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ "ซีเรียสเรื่องความปลอดภัย" อยากให้กล้องบันทึกเหตุการณ์ตอนจอดรถได้ตลอดเวลา หรือจอดรถในที่ที่ไม่ค่อยปลอดภัยบ่อยๆ การเลือกกล้องติดรถยนต์แบบ Hardwire Kit คือคำตอบที่ใช่กว่าแน่นอนครับ ลงทุนตอนแรกหน่อย แต่ได้ความสบายใจระยะยาวครับ

ส่วนตัวผมตอนนี้ใช้แบบต่อตรงฟิวส์แล้วสบายใจขึ้นเยอะ เพราะจอดรถไว้ที่ไหนก็อุ่นใจว่ามีกล้องคอยบันทึกเหตุการณ์ตลอดครับ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รีวิวของแต่งรถที่ควรมี เพิ่มความสะดวก ปลอดภัย และใช้งานได้จริง

ของแต่งรถในปัจจุบันไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย และทำให้การใช้งานรถในชีวิตประจำวันง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ของแต่งรถ มีให้เลือกจำนวนมาก ทั้งแบบราคาถูก แบบพรีเมียม และสินค้าที่ออกแบบมาตรงรุ่น หากเลือกไม่เหมาะสมอาจใช้งานไม่ได้จริงหรือทำให้เสียเงินโดยไม่จำเป็น บทความรีวิวของแต่งรถ นี้รวบรวมของแต่งรถและอุปกรณ์รถยนต์ที่น่าสนใจ เหมาะสำหรับทั้งรถยนต์ทั่วไป รถกระบะ รถ SUV และรถไฟฟ้า เพื่อใช้เป็นแนวทางก่อนตัดสินใจซื้อ 1. กล้องติดรถยนต์ กล้องติดรถยนต์ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับคนใช้รถ เพราะสามารถบันทึกเหตุการณ์ระหว่างเดินทางและใช้เป็นหลักฐานเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ รุ่นที่น่าสนใจควรมีความละเอียดอย่างน้อย Full HD มองเห็นทะเบียนรถได้ชัด รองรับการบันทึกตอนกลางคืน และมีระบบบันทึกวนอัตโนมัติ บางรุ่นมีกล้องหน้าและกล้องหลัง รวมถึงโหมดเฝ้ารถขณะจอด แต่ควรตรวจสอบว่าจำเป็นต้องติดตั้งชุดจ่ายไฟเพิ่มหรือไม่ก่อนซื้อ 2. ที่วางโทรศัพท์ในรถ ที่วางโทรศัพท์ช่วยให้เปิดแผนที่ รับสาย หรือดูข้อมูลการเดินทางได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องถือโทรศัพท์ขณะขับรถ ควรเลือกแบบที่ยึดแน่น ...

เบาะหนังเสีย เพราะเลือกน้ำยาผิดตัว วิธีเลือกให้ถูกใจ

เคยไหมครับ ซื้อน้ำยาทำความสะอาดเบาะหนังมาใช้ แล้วไม่กี่เดือนเบาะเริ่มซีด แตกลาย แถมเจอคราบมากขึ้นกว่าเดิม? ผมก็เจอแบบนี้มาแล้ว และรู้ว่าปัญหามันเกิดจากการเลือกน้ำยาผิดประเภทเท่านั้น ความผิดพลาดที่ผมทำ คือซื้อน้ำยาที่ใช้สำหรับเบาะหนังสังเคราะห์ไปใช้กับหนังแท้ ผลก็คือหนังแท้ที่ต้องการความชุ่มชื้นนั้นถูกดูดความชื้นไปมากเกินไป เบาะจึงเริ่มแห้ง ซีด และแตกลายตามมา ตัวน้ำยาเองก็ค่อนข้างคราบหนักเหลือ จากประสบการณ์นั้น ผมเรียนรู้ว่า: ต้องตรวจสอบว่าเบาะรถของเรา เป็นหนังแท้หรือหนังสังเคราะห์ก่อน (ดูที่ใบการณ์รถหรือสอบถามตัวแทนจำหน่าย) หนังแท้ต้องใช้น้ำยาที่มีความชุ่มชื้นและบำรุง หนังสังเคราะห์ใช้น้ำยาเช็ดทำความสะอาดธรรมชาติ ทดสอบน้ำยาบนพื้นที่เล็ก ๆ ก่อนทั้งเบาะและคอนโซล ถ้าไม่แน่ใจว่าเลือกตัวไหน ลองเข้าไปดูตัวเลือกที่มีอยู่ใน อ่านฉบับเต็มที่ TaladAutoCar ซึ่งมีเรคคอมเมนด์พร้อมคำอธิบายว่าตัวไหนเหมาะสำหรับหนังประเภทไหน ทริคติดตัวของผม: ซื้อน้ำยาจากแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านหนัง ห้ามเลือกแค่เพราะราคาถูกหรือขวดสวย ตอนนี้เบาะของผมยังอ่อนนุ่มและสีสดใหม่เหมือนวันแรกที่ซื้อรถ

ยางดำเงา ทำไมถึงเลือนเร็ว? เรื่องน้ำยาเคลือบที่ควรรู้

เคยมั้ยที่ซื้อน้ำยาเคลือบยางดำมาใช้ แล้วไม่กี่วันแล้วยางเริ่มเลือนสีจาง เหมือนไม่ได้เคลือบเลย เดิมฉันก็สงสัยเหมือนกัน จนกว่าจะรู้ว่าปัญหามันมาจากการเลือกผิดสูตร ที่ว่า "เลือกผิด" นี่แหละ ก่อนจะเข้าเรื่องน้ำยา ต้องเข้าใจก่อนว่า สูตรน้ำและสูตรน้ำมันมันต่างกันเฉพาะแบบ เลยแหละ สูตรน้ำให้ผลลัพธ์ดูเงาแวววาว แต่มันล่องหนลอด เพราะน้ำระเหยได้เร็ว ใช้ได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์แล้วต้องทาซ้ำ ส่วนสูตรน้ำมัน มันเหนียวติดนาน เลยทำให้ยางดำเงาได้นาน แต่อาจจะดูมันวิ่วๆ ไม่เงาแบบสดใสเท่าน้ำ วิธีแก้ก็คือ ต้องเลือกให้เข้ากับการใช้งาน ถ้าจอดรถแดดแรมเข้าแล้วถูกฝนเยอะ ลองใช้สูตรน้ำมันซะ ทะนานกว่า แต่ถ้าอยากให้ยางดูเงาสดใส พร้อมทาบ่อยๆ ไม่ใจแคบก็เลือกน้ำ ตอนนี้ฉันทำให้เป็นขั้นตอน คือสัปดาห์แรกใช้สูตรน้ำให้เงา แล้วเสาร์สัปดาห์ที่สองทา บทความเต็มเรื่องน้ำยาเคลือบยางดำ สูตรน้ำ vs สูตรน้ำมัน เลือกผิดยางพังเร็ว เลือกถูกยางอยู่ทน ดูให้ชัด ก่อนตัดสินใจซื้อ แล้วก็ใช้สูตรน้ำมันแบบเบา ๆ เพื่อให้ติดนาน ผลออกมาสวยดีครับ