
จำได้ว่าช่วงเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องครั้งล่าสุด ผมไปที่อู่ประจำแล้วดันจำเบอร์น้ำมันเครื่องรถตัวเองผิดไปนิดหน่อย ปกติใช้ 5W-30 แต่วันนั้นดันบอกช่างไปว่า 5W-40 ด้วยความรีบร้อนก็ไม่ได้เอะใจอะไรมาก คิดว่าคงไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอกน่า จนผ่านไปสักพักนี่แหละถึงได้เจอดีเข้าให้!
รถผมเป็นรถญี่ปุ่นอายุ 10 กว่าปีแล้ว วิ่งมาเกือบสองแสนโล ตอนแรกก็ไม่ได้รู้สึกอะไรผิดปกติมากนัก แต่พอใช้ไปได้สักพัก เริ่มสังเกตเห็นว่าเสียงเครื่องยนต์มันดังขึ้นนิดหน่อยเวลาเครื่องเย็นๆ แล้วก็รู้สึกว่ารอบมันหน่วงๆ กว่าเดิมตอนออกตัว หรือเวลาเร่งแซงก็เหมือนเครื่องมันจะอืดๆ กว่าปกติเล็กน้อย ตอนแรกคิดว่าอาจจะคิดไปเอง แต่พออาการเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ผมก็เลยเริ่มสงสัยแล้วว่ามันอาจจะเกี่ยวกับน้ำมันเครื่องที่เปลี่ยนไปรึเปล่า?
หลังจากลองหาข้อมูลและปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญ (รอบนี้ปรึกษาดีๆ เลย) ก็ถึงบางอ้อครับว่าการเปลี่ยนเบอร์น้ำมันเครื่องผิดไปจากที่คู่มือกำหนด โดยเฉพาะกับรถเก่าแบบผม มันส่งผลเสียมากกว่าที่คิดเยอะเลย ผมสรุปประเด็นสำคัญๆ ที่ได้เรียนรู้มาแบ่งปัน เผื่อใครกำลังคิดจะลองแบบผมจะได้ระวังไว้ก่อนครับ
น้ำมันเครื่อง 5W-40 แตกต่างกับ 5W-30 ยังไง?
ตัวเลขหน้า 'W' (Winter) เช่น '5W' หมายถึงความหนืดของน้ำมันเครื่องตอนเครื่องเย็น ยิ่งตัวเลขน้อยยิ่งเหลว ทำให้สตาร์ทง่าย ส่วนตัวเลขหลัง 'W' เช่น '30' หรือ '40' คือค่าความหนืดตอนเครื่องยนต์ทำงานที่อุณหภูมิปกติ ยิ่งตัวเลขมากยิ่งหนืดมาก
- 5W-30: มีความหนืดต่ำกว่าตอนเครื่องร้อน เหมาะกับเครื่องยนต์สมัยใหม่ที่มีช่องว่างระหว่างชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์แคบ ต้องการการไหลเวียนของน้ำมันที่รวดเร็ว ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดีกว่า
- 5W-40: มีความหนืดสูงกว่าตอนเครื่องร้อน เหมาะกับเครื่องยนต์ที่มีระยะการใช้งานนาน หรือรถที่วิ่งในสภาพอากาศร้อนจัด เพราะความหนืดที่สูงกว่าจะช่วยสร้างฟิล์มน้ำมันได้หนาขึ้น ลดการสึกหรอและลดการกินน้ำมันเครื่องได้บ้างในรถที่มีอายุ
สำหรับรถเก่าอย่างของผมที่ปกติใช้ 5W-30 มาตลอด การเปลี่ยนเป็น 5W-40 ที่หนืดกว่าตอนเครื่องร้อน จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้
ผลกระทบที่เจอจริงกับรถเก่า
หลังจากที่ผมเปลี่ยนมาใช้ 5W-40 ผมรู้สึกถึงความแตกต่างชัดเจนเลยครับ
- เครื่องอืดขึ้น: ตอนเร่งเครื่อง รู้สึกว่าเครื่องยนต์ต้องทำงานหนักขึ้น เหมือนมีอะไรมาฉุดไว้ เวลาออกตัวหรือเร่งแซงจะรู้สึกได้เลยว่ามันไม่พุ่งเหมือนเดิม ช่างอธิบายว่าเพราะน้ำมันที่หนืดกว่า ทำให้ปั๊มน้ำมันเครื่องต้องใช้แรงดันมากขึ้นในการส่งน้ำมันไปหล่อลื่นส่วนต่างๆ และการไหลเวียนที่ช้าลงก็ทำให้การตอบสนองของเครื่องยนต์ช้าลงตามไปด้วย
- อัตราสิ้นเปลืองเพิ่มขึ้น: อันนี้ชัดเจนมาก จากที่เคยวิ่งได้ประมาณ 12-13 กม./ลิตร ลดลงเหลือประมาณ 10-11 กม./ลิตร เพราะเครื่องยนต์ต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการเอาชนะแรงเสียดทานของน้ำมันที่หนืดกว่า
- เสียงเครื่องยนต์เปลี่ยนไป: ตอนเครื่องเย็นๆ หรือตอนสตาร์ทใหม่ๆ จะมีเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นนิดหน่อย เหมือนเครื่องมันทำงานหนักขึ้นจริงๆ
คำแนะนำสำหรับรถเก่า
จากประสบการณ์ตรง ผมเรียนรู้เลยว่าการเลือกน้ำมันเครื่องต้องยึดตามคู่มือรถเป็นหลัก และถ้าจะปรับเปลี่ยนจริงๆ ต้องศึกษาให้ดีก่อนครับ
- ยึดตามคู่มือรถ: นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ผู้ผลิตรถยนต์ได้ออกแบบเครื่องยนต์มาให้ทำงานร่วมกับน้ำมันเครื่องที่มีค่าความหนืดที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
- ปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญ: ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ หรือคิดจะเปลี่ยนเบอร์น้ำมันเครื่อง ให้ปรึกษาช่างที่มีประสบการณ์และไว้ใจได้ก่อนเสมอ ช่างจะสามารถประเมินสภาพเครื่องยนต์และแนะนำน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมที่สุดให้ได้
- พิจารณาการขับขี่และสภาพอากาศ: หากรถของคุณเป็นรถเก่าที่มีอาการกินน้ำมันเครื่องเล็กน้อย หรือคุณมักจะขับขี่ในสภาพอากาศที่ร้อนจัดจริงๆ การขยับเบอร์น้ำมันเครื่องให้หนืดขึ้น 1 เบอร์ อาจจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่ก็ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของช่างผู้ชำนาญการ เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
สุดท้ายแล้ว ผมก็ต้องกลับไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเป็นเบอร์ 5W-30 เหมือนเดิมครับ ยอมเสียเงินอีกรอบดีกว่าปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานหนักและสึกหรอเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ใครที่กำลังคิดจะลองเปลี่ยนเบอร์น้ำมันเครื่อง ผมแนะนำให้ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจนะครับ หรือลองอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลเสียระยะยาวที่รถเก่าต้องระวังจากเรื่องนี้ได้ที่ TaladAutoCar เพื่อความชัวร์และจะได้ไม่เจอปัญหาแบบผมครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น