
ช่วงนี้เห็นคนฮิตใช้น้ำมันเครื่องเบอร์ 0W-40 กันเยอะมากเลยครับ โดยเฉพาะรถบ้านทั่วไปนี่แหละ เลยสงสัยว่ามันดีจริงไหม หรือแค่ตามกระแสแล้วสุดท้ายก็เสียเงินฟรี เพราะเมื่อก่อนผมก็เคยเป็นเหมือนกัน ชอบคิดว่ายิ่งแพงยิ่งดี ยิ่งเบอร์เยอะยิ่งหนืด แต่พอได้ลองศึกษา ลองเปลี่ยนเอง ลองใช้กับรถตัวเองหลายคัน ก็เลยรู้ว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะเลยครับ
ปัญหาที่เคยเจอคือ ตอนแรกก็คิดว่าอยากให้เครื่องฟิตสตาร์ทติดง่าย เลยไปเลือกน้ำมันเครื่องเบอร์ใสมากๆ ที่เค้าว่ากันว่าดี พอใช้ไปสักพัก เครื่องก็มีเสียงดังแปลกๆ เหมือนความหนืดไม่พอ แถมกินน้ำมันเครื่องเยอะกว่าปกติอีก พอไปปรึกษาช่างก็โดนบ่นว่าทำไมถึงไปเลือกเบอร์นี้ เลยต้องมานั่งแก้ใหม่หมด เลยอยากจะมาแชร์สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เผื่อใครกำลังลังเลจะได้ตัดสินใจถูกครับ
1. เข้าใจ “ค่าความหนืด” ให้ถูก
ก่อนอื่นเลย เราต้องเข้าใจก่อนว่าตัวเลข 0W-40 มันหมายถึงอะไร
- เลขตัวหน้า (0W) คือค่าความหนืดที่อุณหภูมิต่ำ (W มาจาก Winter) ยิ่งตัวเลขน้อย น้ำมันเครื่องก็ยิ่งใสตอนเครื่องเย็น ทำให้สตาร์ทง่ายขึ้น และน้ำมันสามารถไหลไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ได้เร็วขึ้นในตอนเช้า
- เลขตัวหลัง (40) คือค่าความหนืดที่อุณหภูมิการทำงานปกติของเครื่องยนต์ (ประมาณ 100 องศาเซลเซียส) ยิ่งตัวเลขมาก น้ำมันก็ยิ่งหนืด ซึ่งเหมาะกับรถที่ต้องการการปกป้องสูง หรือรถที่ใช้งานหนัก
สำหรับรถบ้านทั่วไปที่ไม่ได้โมดิฟายอะไรมากมาย การเลือกน้ำมันเครื่องที่หนืดเกินไป เช่น เลือกเบอร์ 40 ทั้งที่คู่มือแนะนำ 20 หรือ 30 อาจทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น เพราะต้องใช้แรงดันในการปั๊มน้ำมันเครื่องที่หนืดกว่าเดิม ทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และอาจทำให้ชิ้นส่วนภายในสึกหรอเร็วขึ้นในระยะยาว
2. สเปกผู้ผลิต สำคัญที่สุด!
สิ่งแรกที่คุณควรดูก่อนเลือกน้ำมันเครื่องคือ คู่มือรถ ครับ ผู้ผลิตรถยนต์จะระบุเบอร์น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์ของเราไว้ชัดเจนที่สุด เพราะเค้าออกแบบมาให้ชิ้นส่วนต่างๆ ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว ไม่ใช่ว่าน้ำมันเครื่องแพงๆ จะดีที่สุดเสมอไป
- ถ้าผู้ผลิตแนะนำ 5W-30 การเปลี่ยนไปใช้ 0W-40 อาจจะไม่ได้ช่วยให้รถวิ่งดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แถมยังอาจทำให้คุณเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น
- ถ้าผู้ผลิตแนะนำ 0W-20 หรือ 5W-20 แล้วคุณไปใช้ 0W-40 จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะน้ำมันข้นเกินไป อาจทำให้รอบเครื่องตื้อๆ เร่งไม่ค่อยขึ้น และเครื่องยนต์อาจร้อนกว่าปกติ
ผมเคยลองใช้เบอร์ที่หนืดกว่าสเปกมาแล้ว ตอนนั้นคิดว่าดี พอใช้ไปนานๆ รู้สึกว่าเครื่องอืดขึ้น เปลืองน้ำมันขึ้นชัดเจนเลยครับ พอเปลี่ยนกลับมาใช้ตามสเปกเท่านั้นแหละ เครื่องวิ่งลื่นปรื๊ดเหมือนเดิม
3. ผลเสียของการเลือกเบอร์หนาเกินไป
ถ้าเลือกน้ำมันเครื่องที่หนืดเกินกว่าที่เครื่องยนต์ต้องการ ผลที่ตามมาอาจจะไม่ดีอย่างที่คิดครับ
- เปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง: เครื่องยนต์ต้องออกแรงปั๊มน้ำมันที่หนืดกว่า ทำให้กินน้ำมันมากขึ้น
- เครื่องยนต์สึกหรอเร็วขึ้น: โดยเฉพาะตอนสตาร์ทเครื่องเย็น น้ำมันที่หนืดจะไหลไปหล่อลื่นช้า ทำให้ชิ้นส่วนบางอย่างสึกหรอก่อนที่น้ำมันจะไปถึง
- กำลังเครื่องตก: เครื่องยนต์อาจตอบสนองได้ช้าลง รู้สึกว่ารถอืดๆ ไม่พุ่งเท่าเดิม
- การระบายความร้อนลดลง: น้ำมันเครื่องบางเบอร์อาจไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ระบายความร้อนได้ดีเท่าที่ควรเมื่อหนืดเกินไป
สำหรับรถบ้านทั่วไปที่วิ่งในเมือง ไม่ได้ลากรอบสูงๆ หรือขับในสนามแข่ง การเลือกใช้ 0W-40 อาจจะไม่ได้ให้ประโยชน์ที่คุ้มค่ากับราคาที่เพิ่มขึ้นเลยครับ แต่ถ้าอยากอ่านฉบับเต็มเกี่ยวกับน้ำมันเครื่อง 0W-40 กับรถบ้าน ว่ามันจำเป็นจริงหรือแค่จ่ายเงินเพิ่มโดยไม่ได้อะไรกลับมา ผมแนะนำให้ลองดูที่ TaladAutoCar ครับ มีข้อมูลละเอียดกว่านี้เยอะเลย
4. เลือกน้ำมันเครื่องสังเคราะห์เต็มรูปแบบ (Full Synthetic)
ไม่ว่าจะเป็นเบอร์ไหน ถ้าเป็นไปได้ ผมแนะนำให้เลือกน้ำมันเครื่องแบบ Full Synthetic หรือสังเคราะห์ 100% ครับ เพราะน้ำมันเครื่องประเภทนี้จะให้การปกป้องเครื่องยนต์ได้ดีกว่า มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า และทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้ดีกว่าน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์หรือน้ำมันเครื่องธรรมดา แม้ราคาจะสูงกว่าหน่อย แต่ถ้าหารเฉลี่ยต่อระยะทางแล้วอาจจะคุ้มค่ากว่าในระยะยาวครับ
สรุปคือ การเลือกน้ำมันเครื่องเบอร์ 0W-40 สำหรับรถบ้านทั่วไป ไม่ได้ผิดอะไรถ้าเครื่องยนต์ของคุณรองรับและผู้ผลิตแนะนำ แต่ถ้าผู้ผลิตไม่ได้แนะนำ การเลือกใช้เบอร์ที่หนืดกว่าปกติอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดครับ สิ่งสำคัญคือการเลือกให้เหมาะสมกับสเปกเครื่องยนต์และลักษณะการใช้งานของเราเอง ไม่ต้องตามกระแสเสมอไปครับ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น