ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สแกนโค้ด OBD2 เอง: จากมือใหม่สู่มือโปร (ต้องรู้อะไรบ้าง?)

OBD2 สำหรับมือใหม่ สแกนโค้ดเองได้จริงหรือแค่เสียบแล้วดู และรุ่นไหนอ่านค่ารถญี่ปุ่น-ยุโรปได้ครบ

จำได้ว่าตอนเริ่มใช้รถใหม่ๆ ไฟเครื่องโชว์ทีไรใจแป้วทุกที ต้องวิ่งเข้าอู่ตลอด เสียทั้งเวลาเสียทั้งเงิน บางทีก็แค่เซ็นเซอร์เพี้ยนๆ แต่เราไม่รู้จะเช็กยังไง เลยลองหาข้อมูลเรื่อง เครื่องสแกน OBD2 มาติดรถไว้ พอได้ลองใช้จริงถึงรู้ว่ามันไม่ใช่แค่เสียบแล้วดูเฉยๆ มันมีอะไรที่ต้องเรียนรู้มากกว่านั้นเยอะเลยครับ

ปัญหาแรกๆ ที่เจอ: เสียบแล้วอ่านไม่ได้!

ตอนแรกที่ซื้อเครื่องสแกน OBD2 มา ใช้กับรถคันเก่าที่เป็นรถญี่ปุ่นยุค 2000 ต้นๆ เสียบแล้วก็งงว่าทำไมมันไม่อ่านค่าอะไรเลย ลองเปลี่ยนแอป เปลี่ยนเครื่องก็แล้ว สรุปมารู้ทีหลังว่ามันเกี่ยวกับ "โปรโตคอล" ครับ รถแต่ละรุ่น แต่ละค่ายใช้โปรโตคอลไม่เหมือนกัน

  • รถญี่ปุ่น (ส่วนใหญ่): มักใช้โปรโตคอล ISO9141-2, KWP2000, หรือ J1850 VPW/PWM ถ้าเป็นรถรุ่นใหม่ๆ อาจจะใช้ CAN-BUS กันเยอะขึ้นแล้ว
  • รถยุโรป (ส่วนใหญ่): นิยมใช้ CAN-BUS หรือบางรุ่นอาจจะยังเป็น ISO9141-2 หรือ KWP2000 อยู่

ถ้าเครื่องสแกนที่ซื้อมาไม่รองรับโปรโตคอลที่รถเราใช้ ก็คือจบเลยครับ อ่านอะไรไม่ได้เลย วิธีแก้คือต้องเช็กรุ่นรถและปีผลิตก่อนซื้อ ว่าใช้โปรโตคอลอะไร แล้วเลือกเครื่องสแกนที่ระบุว่ารองรับโปรโตคอลนั้นๆ ครับ ส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้เครื่องแบบ Bluetooth หรือ Wi-Fi ที่ใช้กับแอปมือถือ มักจะรองรับได้หลายโปรโตคอล แต่ก็ต้องดูรายละเอียดดีๆ ครับ

เครื่องสแกนแต่ละแบบต่างกันยังไง?

ตลาด OBD2 นี่มีหลายแบบมาก แบ่งคร่าวๆ ได้ 3 แบบหลักๆ ครับ

  1. แบบเสียบแล้วดูเลย (Stand-alone): เป็นเครื่องมือช่างที่มีหน้าจอในตัว ราคาตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักหมื่น ข้อดีคือใช้งานง่าย ไม่ต้องพึ่งมือถือ แต่ข้อจำกัดคืออาจจะอัปเดตฟังก์ชันยาก และบางรุ่นก็รองรับโปรโตคอลได้ไม่เยอะเท่าไหร่
  2. แบบ Bluetooth/Wi-Fi Adapter: อันนี้ผมใช้อยู่บ่อยๆ เพราะสะดวกดี เสียบเข้าพอร์ต OBD2 แล้วเชื่อมต่อกับมือถือผ่านแอปพลิเคชัน (เช่น Torque Pro, Car Scanner ELM OBD2) ราคาหลักร้อยถึงพันต้นๆ ข้อดีคือมีฟังก์ชันเยอะตามแอปที่ใช้ สามารถดูข้อมูลได้แบบ Real-time ดูกราฟ ลบโค้ดได้หมด ข้อเสียคือต้องใช้คู่กับมือถือตลอด
  3. แบบสาย USB: คล้ายๆ แบบ Bluetooth แต่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กผ่านสาย USB เหมาะสำหรับคนที่ชอบใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์

สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำแบบ Bluetooth/Wi-Fi Adapter ครับ เพราะราคาเข้าถึงง่าย ฟังก์ชันเยอะ และยืดหยุ่นกว่าครับ

เลือกแอปยังไงให้เวิร์ค?

พอได้เครื่องสแกนแบบ Adapter มาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเลือกแอปครับ ผมลองมาหลายแอป แต่ที่ใช้แล้วชอบและใช้งานได้ดีกับรถญี่ปุ่นและยุโรปในคลังผม มี 2 แอปหลักๆ ครับ

  • Car Scanner ELM OBD2: แอปนี้ดีงามตรงที่มันมีฐานข้อมูลโปรโตคอลและค่าเซ็นเซอร์ของรถแต่ละรุ่นเยอะมาก พอเสียบเครื่องสแกนแล้วเปิดแอป มันจะพยายามหาโปรโตคอลที่รถเราใช้อัตโนมัติ ทำให้เราไม่ต้องปวดหัวกับการเลือกโปรโตคอลเอง สามารถอ่านค่าสดๆ ลบโค้ด ดูข้อมูล Freeze Frame (ข้อมูลตอนที่ไฟเครื่องโชว์) ได้ครบเลย
  • Torque Pro: แอปนี้ก็ดีไม่แพ้กัน จุดเด่นคือปรับแต่งหน้าจอ Dashboard ได้เยอะมาก อยากดูค่าอะไร ตั้งเป็นมาตรวัดแบบไหนก็ได้หมด เหมาะกับคนที่ชอบดูข้อมูลแบบ Real-time ระหว่างขับขี่ แถมยังบันทึก Log การขับขี่ได้ด้วย

ส่วนใหญ่แอปพวกนี้จะมีทั้งเวอร์ชันฟรีและเสียเงิน ถ้าอยากได้ฟังก์ชันเต็มๆ แนะนำให้ซื้อเวอร์ชันเต็มครับ ไม่กี่ร้อยบาท แต่คุ้มค่ามากๆ

ทริคติดตัวสำหรับมือใหม่

ถ้าให้สรุปจากประสบการณ์ตรง ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับมือใหม่ที่อยากลองสแกนโค้ด OBD2 เองคือ

  1. ศึกษาโปรโตคอลรถตัวเอง: สำคัญที่สุด! ก่อนซื้อเครื่องสแกน ลองค้นหาใน Google ว่ารถเรา (ยี่ห้อ รุ่น ปี) ใช้โปรโตคอล OBD2 แบบไหน เพื่อให้เลือกเครื่องที่รองรับได้ถูกต้อง
  2. เริ่มต้นด้วยแบบ Bluetooth/Wi-Fi Adapter: ราคาไม่แพง ใช้งานสะดวก ยืดหยุ่น และมีฟังก์ชันเยอะเมื่อใช้คู่กับแอปดีๆ
  3. ใช้แอปที่น่าเชื่อถือ: Car Scanner ELM OBD2 หรือ Torque Pro เป็นตัวเลือกที่ดีครับ
  4. อย่าเพิ่งตกใจถ้าไฟเครื่องโชว์: พอสแกนโค้ดได้แล้ว ลองเอาโค้ดไปค้นหาใน Google ครับ ส่วนใหญ่มันจะมีข้อมูลบอกว่าโค้ดนั้นๆ หมายถึงอะไร มีสาเหตุจากอะไรได้บ้าง บางทีอาจจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่เราสามารถแก้ไขเองได้ หรือรู้สาเหตุคร่าวๆ ก่อนนำรถเข้าอู่

การมีเครื่องสแกน OBD2 ติดรถไว้ ทำให้เราเข้าใจรถตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องเดาอาการมั่วซั่ว และช่วยประหยัดเงินค่าซ่อมจุกจิกไปได้เยอะเลยครับ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รีวิวของแต่งรถที่ควรมี เพิ่มความสะดวก ปลอดภัย และใช้งานได้จริง

ของแต่งรถในปัจจุบันไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย และทำให้การใช้งานรถในชีวิตประจำวันง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ของแต่งรถ มีให้เลือกจำนวนมาก ทั้งแบบราคาถูก แบบพรีเมียม และสินค้าที่ออกแบบมาตรงรุ่น หากเลือกไม่เหมาะสมอาจใช้งานไม่ได้จริงหรือทำให้เสียเงินโดยไม่จำเป็น บทความรีวิวของแต่งรถ นี้รวบรวมของแต่งรถและอุปกรณ์รถยนต์ที่น่าสนใจ เหมาะสำหรับทั้งรถยนต์ทั่วไป รถกระบะ รถ SUV และรถไฟฟ้า เพื่อใช้เป็นแนวทางก่อนตัดสินใจซื้อ 1. กล้องติดรถยนต์ กล้องติดรถยนต์ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับคนใช้รถ เพราะสามารถบันทึกเหตุการณ์ระหว่างเดินทางและใช้เป็นหลักฐานเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ รุ่นที่น่าสนใจควรมีความละเอียดอย่างน้อย Full HD มองเห็นทะเบียนรถได้ชัด รองรับการบันทึกตอนกลางคืน และมีระบบบันทึกวนอัตโนมัติ บางรุ่นมีกล้องหน้าและกล้องหลัง รวมถึงโหมดเฝ้ารถขณะจอด แต่ควรตรวจสอบว่าจำเป็นต้องติดตั้งชุดจ่ายไฟเพิ่มหรือไม่ก่อนซื้อ 2. ที่วางโทรศัพท์ในรถ ที่วางโทรศัพท์ช่วยให้เปิดแผนที่ รับสาย หรือดูข้อมูลการเดินทางได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องถือโทรศัพท์ขณะขับรถ ควรเลือกแบบที่ยึดแน่น ...

เบาะหนังเสีย เพราะเลือกน้ำยาผิดตัว วิธีเลือกให้ถูกใจ

เคยไหมครับ ซื้อน้ำยาทำความสะอาดเบาะหนังมาใช้ แล้วไม่กี่เดือนเบาะเริ่มซีด แตกลาย แถมเจอคราบมากขึ้นกว่าเดิม? ผมก็เจอแบบนี้มาแล้ว และรู้ว่าปัญหามันเกิดจากการเลือกน้ำยาผิดประเภทเท่านั้น ความผิดพลาดที่ผมทำ คือซื้อน้ำยาที่ใช้สำหรับเบาะหนังสังเคราะห์ไปใช้กับหนังแท้ ผลก็คือหนังแท้ที่ต้องการความชุ่มชื้นนั้นถูกดูดความชื้นไปมากเกินไป เบาะจึงเริ่มแห้ง ซีด และแตกลายตามมา ตัวน้ำยาเองก็ค่อนข้างคราบหนักเหลือ จากประสบการณ์นั้น ผมเรียนรู้ว่า: ต้องตรวจสอบว่าเบาะรถของเรา เป็นหนังแท้หรือหนังสังเคราะห์ก่อน (ดูที่ใบการณ์รถหรือสอบถามตัวแทนจำหน่าย) หนังแท้ต้องใช้น้ำยาที่มีความชุ่มชื้นและบำรุง หนังสังเคราะห์ใช้น้ำยาเช็ดทำความสะอาดธรรมชาติ ทดสอบน้ำยาบนพื้นที่เล็ก ๆ ก่อนทั้งเบาะและคอนโซล ถ้าไม่แน่ใจว่าเลือกตัวไหน ลองเข้าไปดูตัวเลือกที่มีอยู่ใน อ่านฉบับเต็มที่ TaladAutoCar ซึ่งมีเรคคอมเมนด์พร้อมคำอธิบายว่าตัวไหนเหมาะสำหรับหนังประเภทไหน ทริคติดตัวของผม: ซื้อน้ำยาจากแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านหนัง ห้ามเลือกแค่เพราะราคาถูกหรือขวดสวย ตอนนี้เบาะของผมยังอ่อนนุ่มและสีสดใหม่เหมือนวันแรกที่ซื้อรถ

ยางดำเงา ทำไมถึงเลือนเร็ว? เรื่องน้ำยาเคลือบที่ควรรู้

เคยมั้ยที่ซื้อน้ำยาเคลือบยางดำมาใช้ แล้วไม่กี่วันแล้วยางเริ่มเลือนสีจาง เหมือนไม่ได้เคลือบเลย เดิมฉันก็สงสัยเหมือนกัน จนกว่าจะรู้ว่าปัญหามันมาจากการเลือกผิดสูตร ที่ว่า "เลือกผิด" นี่แหละ ก่อนจะเข้าเรื่องน้ำยา ต้องเข้าใจก่อนว่า สูตรน้ำและสูตรน้ำมันมันต่างกันเฉพาะแบบ เลยแหละ สูตรน้ำให้ผลลัพธ์ดูเงาแวววาว แต่มันล่องหนลอด เพราะน้ำระเหยได้เร็ว ใช้ได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์แล้วต้องทาซ้ำ ส่วนสูตรน้ำมัน มันเหนียวติดนาน เลยทำให้ยางดำเงาได้นาน แต่อาจจะดูมันวิ่วๆ ไม่เงาแบบสดใสเท่าน้ำ วิธีแก้ก็คือ ต้องเลือกให้เข้ากับการใช้งาน ถ้าจอดรถแดดแรมเข้าแล้วถูกฝนเยอะ ลองใช้สูตรน้ำมันซะ ทะนานกว่า แต่ถ้าอยากให้ยางดูเงาสดใส พร้อมทาบ่อยๆ ไม่ใจแคบก็เลือกน้ำ ตอนนี้ฉันทำให้เป็นขั้นตอน คือสัปดาห์แรกใช้สูตรน้ำให้เงา แล้วเสาร์สัปดาห์ที่สองทา บทความเต็มเรื่องน้ำยาเคลือบยางดำ สูตรน้ำ vs สูตรน้ำมัน เลือกผิดยางพังเร็ว เลือกถูกยางอยู่ทน ดูให้ชัด ก่อนตัดสินใจซื้อ แล้วก็ใช้สูตรน้ำมันแบบเบา ๆ เพื่อให้ติดนาน ผลออกมาสวยดีครับ